หน่วยที่ 4 อุปกรณ์การขนส่งข้อมูลในระบบเครือข่าย

อุปกรณ์เครือข่าย
การเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นระบบเครือข่ายได้นั้น  จะต้องอาศัยอุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Network Device) ซึ่งทำหน้าที่บและส่งข้อมูลโดยผ่านทางสื่อกลาง ไม่ว่าจะเป็นสื่อกลางแบบใช้สาย และสื่อกลางแบบไร้สาย ซึ่งอุปกรณ์สื่อสารในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ มีดังนี้
            1.  การ์ดเครือข่าย  (Network Interface Card)  หรือการ์ดแลน หรืออีเทอเน็ตการ์ดทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่เข้ากับระบบเครือข่ายได้ เช่น ในระบบแลนเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในเครือข่ายจะต้องมีการ์ดเครือข่ายที่เชื่อมโยงด้วยสายเคเบิลจึงสามารถทำพให้เครื่องติดต่อกับเครือข่ายได้



การ์ดเครือข่าย หรือการ์ดแลน


            2.  ฮับ (Hub)  คือ อุปกรณืที่รวมสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์รับส่งหลายๆ สถานีเข้าด้วยกัน ฮับเปรียบเสมือนเป็นบัสที่รวมอยู่ที่จุดเดียวกัน ฮับที่ใช้งานอยู่ภายใต้มาตรฐานการรับ-ส่งแบบอีเทอร์เน็ต หรือ IEEE802.3 ข้อมูลที่รับ-ส่งผ่านฮับจากเครื่องหนึ่งจะกระจายไปยังทุกสถานีที่ติดต่ออยู่บนฮับนั้น


            3.  สวิตช์ (switch)  คือ อุปกรณ์รวมสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์รับ-ส่งหลายสถานีเช่นเดียวกับฮับ แต่มีข้อแตกต่างจากฮับ คือ การรับ-ส่งข้อมูลจากสถานีหรืออุปกรณ์ตัวหนึ่งจะไม่กระจายไปยังทุกสถานีเหมือนฮับ ทั้งนี้เพราะสวิตช์จะรับกลุ่มข้อมูลหรือแพ็กแกจมาตรวจสอบก่อน แล้วดูว่าแอดเดรสของสถานีหลายทางไปที่ใด


            4.  บริคจ์  (Bridge) คือ อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับเครือข่ายหลายๆ กลุ่มที่เขื่อมต่อกันเนื่องจากสามารถแบ่งเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันหลายๆ เซ็กเมนต์แยกออกจากกันได้ ทำให้ข้อมูลในแต่ละเซ้กเมนต์ไม่ต้องวิ่งไปทั่่วเครือข่าย กล่าวคือ บริคจ์สามารถอ่านเฟรมข้อมูลที่ส่งมาได้ว่ามาจากเครื่องในเซ็กเมนต์ใด
บริคจ์  (Bridge)



            5. รีพีเตอร์  (Repeater) คือ อุปกรณ์ทวนสัญญาณเพื่อให้สามารถส่งข้อมูลถึงกันได้ระยะไกลขึ้น  คือ รีพีเตอร์จะปรับปรุงสัญญาณที่อ่อนตัวให้กลับมาเป็นรูปแบบเดิม เพื่อสัญญาณสามารถส่งต่อไปได้อีก เช่น การเชื่อมต่อเครือข่ายแลนหลายๆ เซ็กเมนต์
รีพีเตอร์  (Repeater)



           6.  โมเด็ม (Modem)  คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณคอมพิวเตอร์ให้สามารถเชื่อมคอมพิวเตอร์ที่อยู่ระยะไกลเข้าหากันได้ด้วยสายโทรศัพท์ โดยโมเด็มจะทำหน้าที่แปลงสัญญาณ ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งภาคส่งและภาครับ โดยภาคส่งจะทำการแปลงสัญญาณคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณโทรศัพท์

          7.  เราเตอร์ (Router)  ในการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะต้องมีการเชื่อมโยงหลายๆ เครือข่าย หรืออุปกรณ์หลายอย่างเข้าด้วยกัน ดังนั้น จึงมีเส้นเส้นทางการเข้า-ออกของข้อมูลได้หลายเส้นทาง และแต่ละเส้นทางอาจใช้เทคโนโลยีเครือข่ายที่ต่างกัน อุปกรณ์จัดเส้นทางจะทำหน้าที่หาเส้นทางที่เหมาะสมเพิื่อให้การส่งข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ




            8.  เกตเวย์ (Gateway) คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูล หน้าที่หลักของเกตเวย์ คือ ช่วยทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2  เครือข่าย หรือมากกว่าที่มีลักษณธไม่เหมือนกัน คือ ลักษณะของการเชื่อมต่อ

 สื่อกลางแบบไร้สาย


            การสื่อสารแบบไร้สายอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อกลางนำสัญญาณ ซึ่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สามารถนำมาใช้ในการสื่อสารข้อมูลมีหลายชนิด แบ่งตามช่วงความถี่ที่แตกต่างกัน การสื่อสารแบบไร้สายมีผู้นิยมใช้มากขึ้น เนื่องจากมีความคล่องตัวสูงและสะดวกสบาย มักนิยมใช้กันในพื้นที่ที่การติดตั้งสายนำสัญญาณทำได้ลำบากหรือค่าใช้จ่ายในการติดตั้งสูงเกินไป สื่อกลางของการสื่อสารแบบนี้ เช่น อินฟราเรด ( Infrared : IR ) ไมโครเวฟ ( microwave ) คลื่นวิทยุ (radio wave) และดาวเทียมสื่อสาร (communications satellite )

            1. อินฟราเรด สื่อกลางประเภทนี้มักใช้กับการสื่อสารข้อมูลที่ไม่มีสิ่งกีดขวางระหว่างตัวส่งและตัวรับสัญญาณ เช่น การส่งสัญญาณจากรีโมตคอนโทรลไปยังเครื่องรับโทรศัพท์หรือวิทยุการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์โดยผ่านพอร์ตไออาร์ดีเอ (The Infrared Data Association : IrDA ) :ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายระยะใกล้



            2. ไมโครเวฟ เป็นสื่อกลางในการสื่อสารที่มีความเร็วสูง ใช้สำหรับการเชื่อมต่อระยะไกลโดยการส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็ก
ไฟฟ้าไปในอากาศพร้อมกับข้อมูลที่ต้องการส่ง และต้องมีสถานีที่ทำหน้าที่ส่งและรับข้อมูล และเนื่องจากสัญญาณไมโครเวฟจะเดินทางเป็นเส้นตรงไม่สามารถเลี้ยวตามความโค้งของผิวโลกได้ จึงต้องมีการตั้งสถานีรับส่งข้อมูลเป็นระยะ และส่งข้อมูลต่อกันระหว่างสถานี จนกว่าจะถึงสถานีปลายทาง และแต่ละสถานีจะตั้งอยู่ในที่สูง เช่น ดาดฟ้า ตึกสูง หรือยอดเขา เพื่อหลีกเลี่ยงการชนสิ่งกีดขวางในแนวการเดินทางของสัญญาณ การส่งข้อมูลผ่านสื่อกลางชนิดนี้เหมาะกับการส่งข้อมูลในพื้นที่ห่างไกลมากๆ และไม่สะดวกในการวางสายสัญญาณ ซึ่งเสาสัญญาณแต่ละเสาสามารถวางห่างไกลได้ถึง 80 กิโลเมตร


            3. คลื่นวิทยุ เป็นสื่อกลางที่ใช้ส่งสัญญาณไปในอากาศ โดยสามารถส่งในระยะทางได้ทั้งใกล้และไกล โดยมีตัวกระจายสัญญาณ (broadcast) ส่งไปยังตัวรับสัญญาณ และใช้คลื่นวิทยุในช่วงความถี่ต่างๆ กันในการส่งข้อมูล เช่น การสื่อสารระยะไกลในการกระจายเสียงวิทยุระบบเอเอ็ม (Amplitude Modulation : AM ) และเอฟเอ็ม (Frequency Modulation : FM) หรือการสื่อสารระยะใกล้ โดยใช้ไวไฟ ( WiFi ) และบลูทูท (Bluetooth)


            4. ดาวเทียมสื่อสาร พัฒนาขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของสถานีรับส่งไมโครเวฟบนผิวโลกโดยเป็นสถานีรับส่งสัญญาณไมโครเวฟบนอวกาศ ในการส่งสัญญาณต้องมีสถานีภาคพื้นดินคอยทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณขึ้นไปบนดาวเทียมที่โคจรอยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ 35,600 กิโลเมตร โดยดาวเทียมเหล่านั้นจะเคลื่อนที่ด้วยคามเร็วที่เท่ากับการหมุนของโลก จึงเสมือนกับดาวเทียมนั้นอยู่นิ่งกับที่ขณะที่โลกหมุนรอบตัวเอง ทำให้การส่งสัญญาณไมโครเวฟจากสถานีหนึ่งขึ้นไปบนดาวเทียม และการกระจายสัญญาณจากดาวเทียมลงมายังสถานีตามจุดต่างๆ บนผิวโลก เป็นไปอย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีการใช้งานดาวเทียมในการระบุตำแหน่งบนพื้นโลกเรียกว่าระบบจีพีเอส โดยบอกพิกัดเส้นรุ้งและเส้นแวงของผู้ใช้งานเพื่อใช้ในการนำทาง



สื่อกลางแบบใช้สาย

COAXIAL CABLE (สายโคแอคเชียล) หรือที่นิยมเรียกสั้นๆว่า "สายโคแอ็ค" ในปัจจุบันใช้เดินในงานระบบรักษาความปลอดภัย (SECURITY), ระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (cctv),ระบบเคเบิ้ลทีวี(CATV), ทีวีรวม (TV,MATV)และระบบดาวเทียม(SATELLITE) สายโคแอคมีด้วยกันหลากหลายรุ่น และแต่ละรุ่นจะมีลักษณะภายนอกคล้ายกัน 

สาย Coax  มีลักษณะเป็นสายกลม  คล้ายสายโทรทัศน์  ส่วนมากจะเป็นสีดำสายชนิดนี้จะใช้กับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ BNC สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 200 เมตร  สายประเภทนี้จะต้องใช้ตัว T Connector สำหรับเชื่อมต่อสายสัญญาณกับการ์ด LAN ต่างๆในระบบ และต้องใช้
ตัว Terminator ขนาด 50 โอห์ม  สำหรับปิดหัวและท้ายของสาย


ซึ่งประอบไปด้วย ส่วน ที่สำคัญดังนี้ 
1. CONDUCTOR ตัวนำสัญญาณภายในสุดส่วนมากจะเป็นแกนทองแดงทำหน้าที่นำสัญญาณจากอุปกรณ์ต้นทางไปยังปลายทาง

2. INSULATOR ฉนวนหุ้มตัวนำสัญญาณ มีส่วนช่วยในการลดทอนสัญญาณส่วนใหญ่จะเป็นโฟมหรือโพลิเอธิลีน(PE)

3. SHIELD เป็นโลหะหรือทองแดงถักหุ้มตลอดทั้งเส้น ทำหน้าที่ป้องกันสัญญาณรบกวน และป้องกันการแพร่กระจายคลื่นสัญญาณออกมาภายนอก

4. JACKET เป็นส่วนที่ห่อหุ้มสายเพื่อป้องกันการถูกแทง ฉีกขาดของสายภายใน ถ้าใช้เดินภายในอาคารจะเป็น PVC ,ใช้ภายนอกอาคารจะเป็น PE และใช้แขวนเสาจะเป็น PE ที่มี Messenger




1.  คือ สายทองแดงเป็นแกนกลาง จะเป็นส่วนที่นำสัญญาณข้อมูล
2.  คือ ฟรอยด์หุ้มสัญญาณรบกวน
3.  คือ สายนำสัญญาณกราวด์ มีลักษณะเป็นใยโลหะถักเปียหุ้ม
4.  คือ ฉนวน จะเป็นวัสดุที่ป้องกันสายสัญญาณ

ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่โคแอ็กซ์จะมีลักษณะคล้ายกัน แต่ก็แบ่งออกได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับชนิดของเครือข่ายที่ใช้ สายโคแอ็กซ์จะถูกแยกเป็นประเภทต่าง ๆ โดยใช้มาตรา RG (Radio Grade Scale) สายโคแอ็กซ์ที่นิยมกันใช้มากที่สุดมีค่าความต้านทานที่ 75 โอห์ม อย่างเช่น RG6/U ส่วนใหญ่จะใช้เป็นสายสัญญาณโทรทัศน์ซึ่งจะมีทั้งสีดำและสีขาวนอกจากนี้ก็ใช้ในการติดตั้งระบบเคเบิ้ลทีวี ส่วนสายอีกชนิดหนึ่งจะเป็นสายโคแอ็กซ์แบบ RG-58/U จะใช้ได้กับ ซึ่งมีค่าความต้านทานที่ 50 โอห์ม ซึ่งส่วนใหญ่ที่นิยมใช้กันมากจะอยู่ในวงการวิทยุสื่อสาร

สายโคแอ็กซ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท 
1.  สายโคแอ็กซ์แบบบาง (Thin Coaxial Cable)
2.  สายโคแอ็กซ์แบบหนา (Thick Coaxial Cable)

หัวเชื่อมต่อที่ใช้กับสายโคแอ็กซ์
ทั้งสายแบบ Thinnet และ Thicknet จะใช้หัวเชื่อมต่อชนิดเดียวกัน ที่เรียกว่าหัว BNC ซึ่งใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณละเน็ตเวิร์คการ์ด หัวเชื่อมต่อแบบ BNC นี้มีหลายแบบดังต่อไปนี้

1.  หัวเชื่อมสาย BNC (BNC Cable Connector) เป็นหัวที่เชื่อมเข้ากับปลายสาย ดังแสดงในรูปที่ 1
2.  หัวเชื่อมสายรูปตัว T (BNC T-Connector) เป็นหัวที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณกับเน็ตเวิร์คการ์ด
3.  หัวเชื่อมสายแบบ Barrel (BNC Barrel Connector) เป็นหัวที่ใช้ในการเชื่อมต่อสายสัญญาณเพื่อให้สายมีขนาดยาวขึ้น
4.  ตัวสิ้นสุดสัญญาณ (BNC Terminator) เป็นหัวที่ใช้ในการสิ้นสุดสัญญาณที่ปลายสายเพื่อเป็นการสิ้นสุดสัญญาณไม่ให้สะท้อนกลับ ถ้าไม่อย่างนั้นสัญญาณจะสะท้อนกลับทำให้รบกวนสัญญาณที่ใช้นำข้อมูลจริง ซึ่งจะทำให้เครือข่ายล้มเหลวในที่สุด


1.  คือ BNC T-Connector เป็นตัวต่อและตัวขยายเพื่อนำสัญญาณไปใช้เพิ่มเติม
2.  คือ Connector 3 way เป็นตัวแยก 3 ทางอีกชนิดหนึ่ง จะใช้กับ TWIST TYPE หรือ F TYPE
3. คือ BNC to RCA เป็นตัวแปลงสัญญาณจากขั้ว BNC ไปเป็นขั้ว RCA
4.  คือ TWIST TYPE ใช้ร่วมกับตัวแยก หรือตัวต่อตรง เพื่อเพิ่มความยาวของสาย หรือแยกสัญญาณ


สายโคแอ็กซ์ยังแบ่งออกเป็น 2 เกรด แล้วแต่การใช้งาน
1.  สายโคแอ็กซ์เกรด PVC สายประเภทนี้จะใช้พลาสติกเป็นวัสดุห่อหุ้ม เป็นสายชนิดที่ใช้ในสำนักงาน เพราะเป็นสายที่มีความยืดหยุ่นมาก แต่เมื่อติดไฟจะทำให้เกิดแก๊สที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
2.  สายโคแอ็กซ์เกรด Plenum เป็นสายที่ใช้ติดตั้งเพดาน หรือระหว่างชั้น หรือพื้นที่มีอุณหภูมิต่างจากอุณหภูมิห้อง เพราะเป็นสายคแอ็กซ์เกรดนี้จะทนไฟ และถ้าไฟไหม้สาย แก๊สที่เกิดขึ้นก็ไม่เป็นอันตรายมากนัก




Fiber Optic


ายแก้วนำ(Fiber Optic Cable) คือ ายนำสัญญข้มูที่ใช้ลักกรทางสง กล่าวคือ ใช้กัสัญญาณข้มูที่ยู่นรูปของลื่เท่นั้นตัแก้นำทำจา แก้รือพสติก โดสัญาณข้มูลจถูกลี่นเป็นคลื่แล้วจึงส่ให้เดินทางสะท้ภาย ายแก้ เรื่อยไถึผู้รับทปายางายแก้ มีคุสมบัติที่ดีว่าายทั่หลายระ ช่ มีขนดเล็ ส่ผ่นข้มูลได้ครั้ะม สัญญาณข้มูมี ถูกลดทนน้มา  ทำห้สื่อมีประสิทธิาพะมีควมปลอภัข้จำกั คือ เมื่ายแก้ หักงอรืกหั จำเป็นตอ้อาศั อุณ์พิเศษรซ่ซม  ซึ่งยุ่ากแลมีค่ใช้จ่ายสูว่าบบอื่
เป็นสายนำสัญญาณข้อมูลชนิดหนึ่งที่สามารถเดินสายได้ไกลหลายกิโลเมตรและรองรับความเร็วสูง (Bandwidth สูง) โดยมีค่าสูญเสียของสัญญาณที่ต่ำมาก(ค่า loss) โครงสร้างมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา เมื่อเทียบกับสายนำสัญญาณแบบอื่นๆ ทำให้ในปัจจุบันสายไฟเบอร์ออฟติกนั้นมีความนิยมอย่างมากในงานเดินระบบใหญ่ๆ หรืองานระบบที่ต้องการความเสถียรภาพสูง

ข้อดีของ Fiber Optic

  1. High Bandwidth บรรจุข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก เส้นใยแก้วมีค่า Bandwidth ในการส่งข้อมูลมากว่าสายทองแดงมาก
  2. Low Attenuation มีการลดทอนสัญญาณต่ำกว่าสายทองแดงมาก
  3. Immune to Electromagnetic Interference มีความเป็นอิสระทางไฟฟ้า เนื่องจากเส้นใยแก้วมีคุณสมบัติเป็นฉนวนไม่นำไฟฟ้า นอกจากนั้นยังปราศจากการรบกวนทางไฟฟ้า เนื่องจากเป็นฉนวนจึงไม่สามรถเหนี่ยวนำสัญญาณรบกวนจากภายนอกเข้ามาได้
  4. Secure ข้อมูลมีความปลอดภัยสูง เนื่องจากส่งผ่านข้อมูลโดยใช้แสงเป็นตัวนำ จึงยากที่จะดักจับข้อมูลระหว่างทาง

โครงสร้างของ Fiber Optic ประกอบด้วย

  1. CORE : แก้วแกนกลาง (แกน) เป็นส่วนนำแสงให้ลำแสงผ่าน
  2. CLADDING : ฉาบ (ส่วนห่อหุ้ม) เป็นส่วนห่อหุ้มแกนเพื่อให้แสงเดินทางในแกน
  3. CLOATING : เคลือบ (ส่วนป้องกัน) เป็นส่วนป้องกันแสงจากภายนอก และทำให้เส้นใยแก้วมีความยืดหยุ่น




ชนิดของสาย Fiber Optic

1.  สายไฟเบอร์ออฟติกแบบซิงเกิลโหมด (Single Mode : SM) มีเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นใยแก้วนำแสง (Core) อยู่ที่ 9 ไมครอน และมีเส้นผ่าศูนย์กลางของเปลือกหุ้มอยู่ที่ 125 ไมครอน สามารถส่งสัญญาณได้ไกล มีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 2,500 ล้านบิทต่อวินาที ในระยะทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร โดยการใช้งานจริงจะสามารถส่งข้อมูลได้ไกล 100 กิโลเมตร โดยความเร็วไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบิทต่อวินาที

การส่งสัญญาณแสง ด้วยความยาวคลื่นที่ 1310nm และ 1550nm สำหรับสายฃนิด Single-mode นั้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นการส่งสัญญาณแบบ Step Index (ตามภาพด้านล่าง) แต่ปัจจุบัน ได้มีการเพิ่ม ย่านความถี่มาใหม่ เช่น 1490nm, 1625nm  ในการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น

2.  สายไฟเบอร์ออฟติกแบบมัลติโหมด (Multi Mode : MM) มีเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นใยแก้วนำแสง (Core) อยู่ที่ 50 ไมครอน และมีเส้นผ่าศูนย์กลางของเปลือกหุ้มอยู่ที่ 125 ไมครอน ด้วยขนาดใยแก้วนำแสงที่เล็กทำให้สามารถส่งสัญญาณได้ใกล้และมีแบนวิดท์ที่ต่ำกว่าสายไฟเบอร์ออฟติกแบบซิงเกิลโหมด โดยมีความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 100 ล้านบิทต่อวินาที ในระยะทางไม่เกิน 200 เมตร แต่สายไฟเบอร์ออฟติกแบบมัลติโหมดนั้นจะผลิตง่ายกว่าสายไฟเบอร์ออฟติกแบบซิงเกิลโหมด
สายเคเบิลไฟเบอร์ออฟติกแบบ Multi-Mode (ตัวย่อMM) ใช้สำหรับการสื่อสารในระยะสั้น เช่น ภายในตึก ,อาคาร ในส่วนของความเร็วและระยะทางนั้นมีข้อจำกัด มากพอสมควร เช่น การส่งสัญญาณที่ 100Mbps สำหรับระยะทางสูงสุด 2 กิโลเมตร , 1Gbps สำหรับระยะทางสูงสุด 550 เมตร และ 10Gbps สำหรับระยะทางสูงสุด 550 เมตร เป็นต้น
ลักษณะการส่งสัญญาณของสาย ชนิด Multi-mode จะเป็นทางภาพด้านล่าง

ประเภทการใช้งานของ 
Fiber Optic Cable
  1. INDOOR
  2. OUTDOOR / INDOOR
  3. OUTDOOR / แขวนเสา มี Messenger
  4. OUTDOOR / แขวนเสา ไม่มีสลิง
  5. AIR BLOW / MICROFIBER 

ประเภทและโครงสร้างของสาย Fiber Optic

  1. LINK Indoor , Patch Cord Distribution Cable ใช้ติดตั้งเป็น Backbone Riser ในอาคาร
  2. DUCT Cable ติดตั้งแบบร้อยท่อ รางร้อยสายไฟฟ้า
  3. ARMORED Cable ติดตั้งแบบฝังดิน รางเปิด
  4. DROP-Wire Cable เดินสายบนเสาไฟฟ้า เสาสื่อสาร
  5. ADSS (All-Dielectric Self Support) ติดตั้งบนเสาไฟฟ้า เสาสื่อสาร
  6. ARSS (Anti-Rodent Self Support) ติดตั้งบนเสาไฟฟ้า เสาสื่อสาร ป้องกันสัตว์กัดแทะ

สาย UTP (Unshied  Twisted  Pair)  
เป็นสายสำหรับการ์ด  LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ RJ-45  สามารถส่งสัญญาณได้ไกล
ประมาณ 100 เมตร หากคุณใข้สายแบบนี้จะต้องเลือกประเภทของสายอีก โดยทั่วไปนิยมใช้กัน 2 รุ่น  คือ  CAT 3 กับ CAT5 ซึ่งแบบ CAT3 จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และแบบ CAT 5 จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 100 Mbps แนะนำว่าควรเลือกแบบ CAT 5 เพื่อการอัพเกรดในภายหลังจะได้ไม่ต้องเดินสายใหม่  ในการใช้งานสายนี้  สาย 1 เส้นจะต้องใช้ตัว RJ - 45 Connector จำนวน 2 ตัว  เพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณจากการ์ด LAN ไปยังฮับหรือเครื่องอื่น เช่นเดียวกับสายโทรศัพท์ ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เครื่องสามารถใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้แต่ถ้ามากกว่า 2 เครื่อง ก็จำเป็นต้องต่อผ่านฮับ
        

สาย LAN หรือ สาย UTP คือ สายที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ที่เรียกว่า Switch หรือ HUB (แต่เราสามารถเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ได้ด้วยเช่นกัน) สายแลนมีอยู่หลายประเภท แต่ละประเภทจะมีความสามารถในการรับ-ส่งสัญญาณแตกต่างกันออกไ

สำหรับปัจจุบันสายแลนที่นิยมใช้กันมากคือ UTP (Unshield Twisted Pair) คือสายตีเกลียวที่ไม่มีตัวป้องกัน ส่วนหัวที่ใช้ในการเชื่อมต่อสายแลนเรียกว่า RJ45

พอร์ต RJ - 11 และ RJ - 45 (Registstered Jack)
        พอร์ต RJ - 11 และ RJ - 45 (Registstered Jack) เป็นพอร์ตที่ใช้เชื่อต่อสาย LAN และสายโทรศัพย์ เพื่อการติดต่อสื่อสารสื่อสารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดย RJ - 11 ขนาดเล็กกว่า เนื่องจากตัวพอร์ตมีขาเพียง 4 ขา เอาไว้ใช้เชื่อมต่อโมเด็มทางสายโทรศัพท์ RJ-45 จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวพอร์ตมีขา 8 เพื่อเชื่อมต่อกับสาย LAN



       พอร์ต RJ-45 คือ หัวต่อที่ใช้กับสายสัญญาณเชื่อมเครือข่ายแบบสายคู่ตีเกลียว (สายUTP) ตัวผู้มี2ชนิดได้แก่

        1.หัวต่อตัวผู้ RJ-45 (หรือ RJ-45 connecter หรือ RJ-45 jack Plug) เป็นอุปกรณ์สำหรับใส่ที่ปลายสาย UTP มีลักษณะเป็นพลาสติกสี่เหลี่ยมคล้ายหัวต่อโทรสัพท์ มีช่องสำหรับเสียบสายที่ด้านหลัง ด้านล่างเรียบ ส่วนด้านบนมีตัวล็อก ถ้าหันหน้าเข้าด้านหน้าของหัวต่อหิน 1จะอยู่ทางซ้ายมือ ในขณะที่พิน8จะอยู่ทางขวามือ
        2.หัวต่อตัวเมีย RJ-45 (RJ-45 jack Face) มีลักษณะเป็นเบ้าเสียบสำหรับหัวต่อRJ-45 ตัวผู้ เมื่อมองจากด้านที่จะนำหัวต่อตัวผู้เสียบ พิน 8 จะอยู่ทางซ้าย ส่วนพิน 1 จะอยู่ทางขวาหัวต่อตัวเมียจะเป็นกล่องมีช่องสำหรับเสียบหัวต่อ ด้านในกล่องจะมีขั้วซึ้งจะเป็นส่วนที่เชื่อมกับสายนำสัญญาณ
พอร์ตเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารระหว่างตัวคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ภายนอกเสริมความสามารถให้คอมพิวเตอร์ โดยปกติพอร์ตจะอยู่ด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์


UTP Cable ที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์คือ Coaxial Cable, UTP CAT5, UTP CAT5e Cable, UTP CAT6 Cable และ UTP CAT7 Cable ซึ่งขีดความสามารถในการใช้งานก็จะแตกต่างกัน 

1. Coaxial Cable คือสายทองแดงที่นำมาใช้ในระบบ LAN ที่มีความเร็วที่ต่ำ Maximum ของ Speed จะอยู่ที่ 10 Mbps ส่วนมากใช้ในระบบ BUS

2. UTP CAT5 คือสายทองแดงตีเลียวที่ใช้ในระบบ LAN ที่มีความเร็วปานกลาง Maximum ของ Speed อยู่ที่ 100 Mbps ใช้ในระบบ Ring, Star และแบบผสม

3. UTP CAT5e Cable คือสายทองแดงตีเกลียวที่นำมาใช้ในระบบ LAN ที่มีความเร็วสูง Maximum ของ Speed อยู่ที่ 1 Gbps 

4. UTP CAT6 Cable คือสายทองแดงตีเกลียวที่นำมาใช้ในระบบ LAN ที่มี Maximum ของ Speed อยู่ที่ 10 Gbps Banwidth อยู่ที่ 250 MHz

5. UTP CAT7 Cable คือสายทองแดงตีเกลี่ยวที่นำมาใช้ในระบบ LAN ที่มีความเร็วสูง Maximum ของ Speed อยู่ที่ 10 Gbps Banwidth อยู่ที่ 600 MHz

เหล่านี้คือสายที่นำมาใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในปัจจุบันที่นิยมใช้และนำมาใช้กันมากที่สุดก็ คือ สาย CAT5e และ CAT6 เพราะในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังคงใช้ Switch ที่มีความเร็วอยู่ที่10/100/1000 Mbps ยังไม่มีใครที่ใช้เกินไปกว่านี้ อย่างเช่นส่วนใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมโรงงานและสถานที่บริการทั่วๆ ไปยังใช้ 10/100 Mbps และที่ใช้ 1 Gbps ก็จะเป็นหน่วยงานที่ต้องการความเร็วที่สูงและต้องการใช้ Aplication ที่เยอะ และความเที่ยงตรงสูงนั่นเอง เนื่องจาก File ที่ใช้งานจะมีขนาดใหญ่



สาย Lan STP 



สายสัญญาณ STP มีการนำสายคู่พันเกลียวมารวมอยู่และมีการเพิ่มฉนวนป้องกันสัญญาณรบกวน ซึ่งร่างแหนี้จะมีคุณสมบัติเป็นเกราะในการป้องกันสัญญาณรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่างๆ เรียกเกราะนี้ว่า ชิลด์ (Shield) และเป็นสายสัญญาณที่ได้รับการพัฒนาต่อจากสาย UTP โดยเพิ่มการชีลด์กันสัญญาณรบกวนเพื่อทำให้คุณสมบัติโดยรวมของสัญญาณดีมากขึ้น คุณลักษณะของสาย STP ก็เหมือนกับสาย UTP คือมีเรื่องเกี่ยวกับอัตราการบั่นทอนครอสทอร์ก

 สายแลน UTP Cat5 และ Cat.6
สายแลน ชนิด Category 5e แบบ Unshielded twisted pair (UTP) cables เป็นสายที่ไม่มีชนวนป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอกหรือ Shielded(ส่วนที่มี Shielded จะกล่าวในภายหลัง) สายชนิดนี้ เป็นสายที่มี จำนวน 4 คู่สาย 8 เส้น และมีขนาดของแกนทองแดงขนาดที่ 24AWG (0.5 Squmm) ซึ่งมีการผลิตแกนทองแดงแบบแกนเดี่ยว (Solid conductor) ที่เหมาะกับการติดตั้งแบบทั่วไป และ แบบ แกนทองแดงแบบฝอย(stranded conductor) ที่เหมาะกับสายเชื่อมต่อภายในตู้สื่อสาร หรือที่เรียกว่าสาย Patch cord ซึ่งจะสามารถบิดโค้ง งอ ได้มากกว่าสายชนิด แกนเดี่ยว(Solid) สายชนิดนี้จะมี Bandwidth สูงสุด 350MHz ในบางยี่ห้อมาตรฐานที่ 100MHz และ ความเร็วในการส่งสัญญาณที่ 100-1000Mbps หรือ Gigabit

สายแลน ชนิด Category 6 แบบ Unshielded twisted pair (UTP) cables เป็นสายที่ไม่มีชนวนป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอกหรือ Shielded(ส่วนที่มี Shielded จะกล่าวในภายหลัง) สายชนิดนี้ เป็นสายที่มี แกนกลางสำหรับแบ่งแยกช่องสัญญาณทั้ง 4 คู่สายและมี จำนวน 4 คู่สาย 8 เส้น เหมือนกับ Cat.5e แต่จะมีขนาดของแกนทองแดงที่ใหญ่กว่า ชนิด Cat5e อยู่ที่ขนาด 23AWG(0.65SQUMM) ซึ่งมีการผลิตแกนทองแดงทั้งแบบแกนเดี่ยว (Solid conductor) ที่เหมาะกับการติดตั้งแบบทั่วไป และ แบบแกนทองแดงแบบฝอย(stranded conductor) ที่เหมาะกับสายเชื่อมต่อภายในตู้สื่อสาร หรือที่เรียกว่าสาย Patch cord ซึ่งจะสามารถบิดโค้ง งอ ได้มากกว่าสายชนิด แกนเดี่ยว(Solid) สำหรับสาย Cat.6 จะมี Bandwidth สูงสุดที่ 650 MHz หรือมาตรฐานอยู่ที่ 250Mhz และ ส่วนความเร็วสูงสุดในการส่งสัญญาณที่ Full speed 1000Mbps หรือ Full Gigabit



วิธีการดูและสังเกต หรือแยกแยะอย่างไร ว่าสายเส้นไหนเป็น Cat.5e หรือ Cat.6 
  • จุดสังเกต อันดับแรก คือ สายชนิด Cat5e ขนาดของเส้นรอบนอก จะเล็กกว่าสายชนิด Cat.6
  • สีของตัวสาย โดยส่วนใหญ่ในประเทศไทย สายชนิด cat.5e จะมีสีเทาและสีขาว ส่วนสายชนิด Cat.6 จะมีสีฟ้าหรือ น้ำเงินในบางยี่ห้อ
  • แกนทองแดง ของสายชนิด Cat.5e จะมีแกนทองแดงที่เล็กกว่า ชนิด Cat.6
  • สาย Cat6 จะมีพลาสติกแกนกลาง ที่ขั้นระหว่างสายทั้ง 4 คู่ ส่วน สายชนิด Cat5e ไม่มี
  • อีกจุดสังเกตุด้านหน้าตัดของหัวคอนเน็คเตอร์ RJ45 Plug ตัวผู้จะมีวิธีสังเกตุดังนี้

              - Cat.5e หน้าตัด แกนกลางของสายจะเรียงกันแบบแนวนอน เสมอกัน
              - Cat.6 หน้าตัดจะ สลับฟันปลา ขึ้นลง ไม่เสมอกัน ดังแสดงที่รูปภาพ ด้านล่าง


สายสัญญาณ UTP Cat.5e จะผลิตตามมาตรฐาน ANSI/TIA/EIA-568-A โดยมี ความกว้างของช่องสัญญาณ (bandwidth) ที่ 100 MHz หรือ 350 MHz และ จะมีโค้ดสีในการเข้าสายแลน ตามมาตรฐาน TIA/EAI-568-A/B ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานของแต่ละพื้นที่หรือตามมาตรฐานของแต่ละองค์กรนั้น แต่ในปัจจุบันนิยมใช้รหัสสีแบบ TIA/EIA-568-B


เพราะการเข้า Code สีผิด ก็จะไม่สามารถใช้งาน ร่วมกับสายที่มีโค้ดสีแบบอื่นได้ ซึ่งเหมาะกับการใช้งานภายในอาคารทั่วไป เช่น การนำไปใช้งานในระบบคอมพิวเตอร์, เชื่อมต่อ Wireless หลายๆตัว, ระบบกล้อง IP camera, CCTV, Access control, PLC, BAS, Telephone หรือระบบที่เกี่ยวข้องกับ การเชื่อมต่อผ่านระบบเครือข่าย Ethernet LAN network ตามมาตรฐาน IEEE 802.3x ในทุกระดับของมาตรฐานการส่งสัญญาณ โดยจะแบ่งการใช้งานในย่านความถี่และความเร็วดังต่อไปนี้
  • ความเร็วในการส่งสัญญาณที่  10Mbps, 100Mbps, 1000Mbps, 10000Mbps
  • ความถี่ในการส่งสัญญาณ 100MHz, 250MHz, 350MHz,500MHz, 600M


แล้วจะเลือกใช้สาย Cat.5e และ Cat.6 กับ Application แบบใด ถึงจะเหมาะสมทั้งคุณภาพและราคา

1.  สาย Cat5e ในระบบแลน(Ethernet LAN) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ และ WiFi ในปัจจุบัน ต้องบอกก่อนเลยว่า เริ่มจะล้าสมัยแล้วสำหรับสายชนิดนี้ เพราะเนื่องด้วยข้อจำกัด หลายๆอย่าง เช่น Speed อัตราการส่งผ่านข้อมูล ที่ได้สูงสุดที่ 1000Mbps หรือ Gigabit และ ช่องของสัญญาณ Bandwidth ที่ได้สูงสุดที่ 350MHz ทั้งๆที่สายชนิด Cat6 ทำได้ดีกว่ามาก ถึง 650MHz และความเร็วระดับ 10Gigabit และปัจุจบันมีถึง Cat8 ที่ความเร็ว support 25Gbps/ 40Gbs ที่ Bandwidth 2000Mhz


แต่ทั้งนี้ ก็ยังสามารถจะเลือกใช้สายชนิดCat5e ได้อีกสักระยะ เพราะเอาเข้าจริง ตามสำนักงาน หรือตามบ้าน หรือองค์กรบางแห่ง ก็ยังคงสามารถใช้งานได้ทั่วไป เพราะความเร็วก็ยังสามารถตอบโจทย์การใช้งานแบบธรรมดาได้อยู่ดี ไม่ถึงกับช้าแต่ระดับองศ์กรที่เน้นระดับความเร็วสูงๆ ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้สายแบบ UTP Cat.6 แทน เพราะสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้มากกว่า เช่น การส่งภาพวีดีระดับ Full HD หรือองค์กรที่เน้น ตัดต่อภาพยนตร์ หรือหนัง หรือที่ทำกราฟฟิคดีไซด์, องค์กรที่เน้นระบบเกม ที่ต้องการความเร็ว และ หรือ ระบบ Data center ที่ให้บริการ โครงข่ายต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น จึงสมควรใช้งานสายเคเบิ้ลชนิด Cat.6 แต่ก็จะมีราคาที่สูงกว่า Cat.5e ตามไปด้วยนั่นเอง

2. สาย UTP Cat5e และ Cat.6 ในระบบ โทรทัศน์วงจรปิด(CCTV) จะมีอยู่ 2 ระบบ แบบแรก คือ ระบบอนาล็อคธรรมดา แบบที่สอง คือ ระบบ HD-Analog TVI,AHD,CVI  ช่างหรือผู้ใช้งาน ก็สามารถเลือกใช้สายสัญญาณ ชนิด UTP cable Cat5e ทั้งชนิด ภายในอาคาร(Indoor) และ ภายนอกอาคาร (Outdoor) แทนสาย Coaxial cable ชนิด RG6 เพราะสามารถใช้ตัวแปลงสัญญาณ Balun ในการแปลงเพื่อต่อใช้งาน กับกล้องและตัวบันทึก (DVR/NVR) แถมใช้สายแลน Cat.5e ก็ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานกับกล้อง IP ได้อีก หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ เพียงแต่แค่เปลี่ยนคอนเน็คเตอร์ปลายทางใหม่ ก็สามารถใช้งานได้แล้ว ประหยัดราคาได้มาก 

ส่วนจะเลือกใช้สาย Cat5e หรือ Cat.6 นั้นก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณ ของแต่ละหน่วยงาน และ ประโยชน์ที่จะได้รับ เมื่อใช้สายที่แพงขึ้น ให้คุ้มค่าเงินที่ลงทุนไป หรือเหมาะสมที่สุดกับการใช้งาน  ถ้าเป็นกล้องระบบ IP Camera จึงเหมาะสมกว่าที่จะใช้งานสาย Cat.6 เพราะระบบนี้ต้องการความเร็วที่สูงมาก เนื่องจากความละเอียดของภาพมากขึ้นตามมานั่นเอง
3. สายแลน(UTP Cable) ทั้งชนิด Cat.5e และ Cat.6 สามารถใช้งานได้ในระบบ PLC(Programmable Logic Control ) ที่ปัจจุบันทำได้ถึงระดับ PAC (Programmable Automation Control ) อย่างเช่นModicon ต้นตำรับผู้คิดค้น การเชื่อมต่อแบบ Modbus ที่ยังคงสามารถใช้งานร่วมกับสายเคเบิ้ล Cat.5e และ Cat.6 ได้ ทุกระดับความเร็ว 10/100/1000Mbps ขึ้นอยู่กับผู้ออกแบบระบบ ที่ต้องการความเร็วเท่าไร ในการส่งผ่านข้อมูล ให้กับอุปกรณ์ปลายทางและต้นทางและระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายเคเบิ้ล(Ethernet cable) ชนิดนี้ มีอีกมากมาย แล้วแต่การนำไปประยุกต์ใช้งาน เช่น Access control, Audio system, Lighting control เป็นต้น

การเข้าสาย RJ-45
คือ หัวต่อที่ใช้กับสายสัญญาณเชื่อมเครือข่ายแบบสายคู่ตีเกลียว (สาย UTP) ตัวผู้ มี ชนิด  ได้แก่ 

1. หัวต่อตัวผู้ RJ-45 (หรือที่เรียกว่ RJ-45 Connecter หรือ RJ-45 Jack Plug) เป็นอุปกรณ์สำหรับใส่ที่ปลายสาย UTP มีลักษณะเป็นพลาสติกสี่เหลี่ยมคล้ายหัวต่อโทรศัพท์ มีช่องสำหรับเสียบสายที่ด้านหลัง ด้านล่างเรียบ ส่วนด้านบนมีตัวล๊อค ถ้าหันหน้าเข้าด้านหน้าของหัวต่อพิน จะอยู่ทางด้านซ้ายมือของเรานะคะ ในขณะที่พิน จะอยู่ทางขวามือ

2. หัวต่อตัวเมีย RJ-45 (หรือเรียกว่า RJ-45 Jack Face) มีลักษณะเป็นเบ้าเสียบสำหรับหัวต่อ RJ-45 ตัวผู้ เมื่อมองจากด้านที่จะนำหัวต่อตัวผู้เสียบ พิน จะอยู่ทางซ้าย ส่วนพิน จะอยู่ทางขวา หัวต่อตัวเมียจะมีลักษณะเป็นกล่องมีช่องสำหรับเสียบหัวต่อ ด้านในกล่องจะมีขั้วซึ่งจะเป็นส่วนที่เชื่อมกับสายนำสัญญาณ





การเข้าหัว RJ 45 แบบสายตรง และ แบบสายไขว์

วิธีการเข้าหัวสายแลน ( RJ-45 )

การเข้าแบบสายตรง  เป็นการเชื่อมต่อแบบต่างอุปกรณ์ เช่น การใช้สายต่อกันระหว่าง คอมพิวเตอร์ กับ Switch หรือ HUB


แบบสายตรง
แบบสายไขว์
 1.ขาวส้ม
 1.ขาวเขียว
 2. ส้ม
 2.เขียว
 3. ขาวเขียว
 3.ขาวส้ม
 4. น้ำเงิน
 4.น้ำเงิน
 5. ขาวน้ำเงิน
 5.ขาวน้ำเงิน
 6. เขียว
 6.ส้ม
 7. ขาวน้ำตาล
 7.ขาวน้ำตาล
 8. น้ำตาล
 8.น้ำตาล






วิธีการเข้าหัวสายแลน

อุปกรณ์ที่ใช้งาน


1.  สาย CAT5 (สายแลน) ตามความยาวที่ต้องการ แต่ไม่ควรเกิน 100 m. 



2.  คีมเข้าหัว RJ-45







       3.   หัว RJ-45 ใช้สองหัว ต่อหนึ่งเส้น



4. อุปกรณ์วัดสัญญาณ



ขั้นตอนการเข้าหัว RJ45 กับสาย CAT5
   1.   ปลอกเปลือกนอกของสาย CAT5 ออก โดยห่างจากปลายสายประมาณ 2-3 cm.ใช้คัตเตอร์หรือมีด  
         ปลอกเปลือกที่มากับคริม




***ระวังอย่าให้สายข้างในขาด สายภายในจะเป็นเกรียวกันเป็นคู่ สี่คู่ สี่สี***



2. คลายเกรียวออกทั้งหมด



3.    เรียงสายตามลำดับใหม่ และรีดสายให้ตรง เพื่อง่ายต่อการเข้าหัว RJ45 ดังนี้หากต้องการทำสายตรง (ใช้
       สำหรับเครื่องคอมไป Hub)ให้เรียงสีดังนี้ทั้งสองข้าง
  
ขาวส้ม- ส้ม- ขาวเขียว- ฟ้า- ขาวฟ้า- เขียว- ขาวน้ำตาล -น้ำตาล


          ส่วนสายครอส ให้เรียงตามนี้ข้างหนึ่ง (สำหรับต่อคอมกับคอม) ดังนี้
        ข้างที่ 1 ขาวเขียว ส้ม ขาวส้ม ฟ้า ขาวฟ้า เขียว ขาวน้ำตาล น้ำตาล
        ข้างที่ 2 ขาวส้ม- เขียว- ขาวเขียว- ฟ้า- ขาวฟ้า- ส้ม- ขาวน้ำตาล -น้ำตาล



 4.    หลังจากเรียงสายเรียบร้อยแล้ว จับสายที่เรียงให้แน่น อย่าให้สลับ
   แล้วสอดเข้าหัว RJ-45 ให้สุดปลอก



      5. นำสายพร้อมปลอกเข้าคีมแล้วบีบให้มีเสียงคลิก 


    6.  หลังจากที่เราเข้าหัว RJ 45 กับสายแลนเสร็จแล้ว ให้นำมาทดสอบกับอุปกรณ์วัดสัญญาณ
สังเกตสัญญาณไฟ ถ้าต่อแบบตรงสัญญาณไฟจะตรงกันทั้งหมด 8 ช่อง หากสัญญาณไฟช่องใดสลับกันแสดงว่ามีหัว RJ 45 ด้านใดด้านหนึ่งเข้าหัวผิด (สลับสาย) ต้องตัดหัว RJ 45 ที่เข้าหัวผิด แล้วทำการเข้าหัว RJ 45 ใหม่



เข้าหัว RJ 45 แบบสายตรงที่เสร็จสมบูรณ์                                    เข้าหัว RJ 45 แบบไขว์แบบสมบูรณ์


                                   

การต่อสาย LAN
ข้อแนะนำในการติดตั้งสาย UTP มีดังนี้
1. ไม่ควรหักงอสายเนื่องจากป้องกันคลื่นรบกวนได้ไม่ดีพอ 
2. อย่าม้วนสายเป็นขดๆ มากกว่า 10 เท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของสาย เนื่องจากจะเกิดสัญญารบกวนกันเอง และไม่ควรเดินสาย UTP นอกอาคารเนื่องจากป้องกันไฟสถิตไม่ได้ 
3.  ควรต่อสาย UTP กับ RJ-45 ให้ถูกตำแหน่งที่มีอยู่ทั้งหมด 8 เส้น ดังตารางช่องใน RJ-45 สีของสาย UTP
4.  ในการคลายสายที่ตีเกลียวออก ก่อนที่จะเข้าหัวสาย RJ-45 ควรจะคลายออกให้น้อยที่สุด
5.  ให้ใช้สายเส้นเดียวกันตลอดการเดินใน 1 จุด (ห้ามนำสายมาต่อกัน) 
6.  ในการต่อฮับมากกว่า 1 ตัว สาย UTP ที่ใช้ต่อเชื่อมระหว่างฮับจะต้องมีความยาวไม่เกิน 100 เมตร และใน 1 Data Patch จะต้องมีฮับไม่เกิน 4 ตัว
7.  ขณะเดินสายควรทำเครื่องหมายระบุหมายเลขไว้ด้วยที่ต้นสายและปลายสาย มิฉะนั้นอาจสลับสายกันทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้
8.  อย่าเดินสายใกล้กับแหล่งจ่ายไฟ หรือบริเวณที่มีสัญญาณรบกวน เช่น มอเตอร์ หม้อแปลงไฟ สายไฟบ้าน เป็นต้น แต่หากจำเป็นต้องเข้าใกล้สายดังกล่าว ให้เดินห่างจากสายสัญญาณมากกว่า 6 ฟุต
 9.  เมื่อเดินสายสัญญาณเรียบร้อยแล้ว ควรจะวาดเส้นทางการเดินสายสัญญาณเก็บไว้ด้วย


การเข้าหัว RJ45 สาย CAT6





การเข้าหัว RJ45 สาย CAT6 ด้วยหัว RJ45 cat5